วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อันตรายของ "เครื่องสำอาง" ผิดกฎหมาย

อันตรายของ "เครื่องสำอาง" ผิดกฎหมาย

“ฉันอยากสวย!” นี่คือปรารถนาสุดยอดในใจของสาวๆ เกือบทั้งโลก ยุคนี้สาวๆ ใจกล้าบางคนพึ่งพามีดคมกริบของหมอศัลยแพทย์ ในขณะที่แทบทุกคนอาศัย “เครื่อง สำอาง” ในการตกแต่งใบหน้ารวมถึงผิวพรรณด้วยหลัก “เสริมจุด เด่น ลบจุดด้อย” ทำให้ตลาดคอสเมติกของโลกขยายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสนอง Supply ให้ทันต่อ Demand ซึ่งนั่นส่งผลให้มีการผลิตเครื่องสำอางออกมานับหมื่นนับแสนชนิด จากทั้งยี่ห้อระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงระดับ “แบกะดิน”

ภญ.พรพรรณ สุนทรธรรม เภสัชกรชำนาญการพิเศษ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ผื่นคันที่ผิวหนัง ไปจนถึงขั้นอักเสบ และในกรณีเครื่องสำอางผิดกฎหมายที่ผสมสารมีพิษลงไปอาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน ถึงขึ้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

“แม้ แต่เครื่องสำอางที่มีการรับรองคุณภาพ หากไม่ถูกกับผิวก็มีโอกาสแพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งในกรณีเครื่องสำอางเถื่อน ไม่ได้มาตรฐาน และมีการผสมสารต้องห้ามผิดกฎหมายลงไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันตรายมากจนชนิดคิดไม่ถึง”

น้ำยาทำสีผม – น้ำยาดัดผม

เภสัชกร ชำนาญการพิเศษรายนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่ใช้สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย ที่มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้แพ้ โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนบนสุดของร่างกายอย่าง “ผม” “ผลิตภัณฑ์ ย้อมผมชนิดสีติดทนหรือย้อมถาวรและผลิตภัณฑ์ดัดผม ประกอบด้วยสารเคมีที่แรง และมีความเป็นด่าง หากใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผล หรือโรคผิวหนัง จะเกิดการแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ เป็นเครื่องสำอางที่ต้องระวังมาก เพราะมีโอกาสแพ้สูง แต่ ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำสีผมเอง มักจะไปใช้บริการร้านเสริมสวย ซึ่งลูกค้าจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ หรือแม้ช่างเสริมสวยก็อาจมองข้ามคำเตือนเหล่านี้ เนื่อง จากทั้งผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดสีติดทนและผลิตภัณฑ์ดัดผมมีความเป็นด่าง เมื่อใช้แล้วหนังศีรษะอาจมีความอ่อนแอช่วงขณะหนึ่ง ดังนั้นหากจะใช้ 2 ผลิตภัณฑ์นี้ต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างกันประมาณ 15 วันเพื่อให้หนังศีรษะแข็งแรงพอที่จะรับสภาพได้ มิฉะนั้นอาจเกิดการแพ้ที่รุนแรงได้”

ครีมหน้าขาว – หน้าเด้ง

ถัดมาที่บริเวณใบหน้ากันบ้าง ภญ.พรพรรณระบุว่า เป็นสิ่งที่ห่วงที่สุด และทาง อย. เองก็พยายามรณรงค์ให้ข้อมูลมาตลอด เพราะถ้าพูดถึงใบหน้าแล้ว คุณสาวๆ ทั้งหลายร้อยทั้งร้อยย่อมอยากจะมีใบหน้าที่ขาวนวลชวนมอง เครื่องสำอางที่ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกใช้ก็คือกลุ่มที่เรียกว่า “ครีมหน้าเด้ง” “มี ครีมที่ผู้ผลิตโฆษณาว่าทาแล้วจะลดสิวฝ้าหน้าใสเด้งอยู่เป็นจำนวนมากในท้อง ตลาด ที่มีส่วนผสมของสารที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง อย. ตรวจพบว่ามีการลักลอบใช้สาร 3 ชนิดที่พิสูจน์ชัดแล้วว่าอันตราย คือ สารปรอท อันตรายที่เกิด คือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดงผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของปรอท ที่สำคัญที่น่ากลัวมากคือ ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ” สำหรับ สารพิษตัวที่ 2 คือไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ที่สำคัญคือ ทำให้ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย ส่วนตัวสุดท้ายคือกรดวิตามิน มีชื่อพ้อง คือ เรทติโนอิกแอสิด และเตรทติโน อันตรายที่เกิด คือ ใช้แล้วหน้าแดง ระคายเคืองแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกรุนแรง แต่ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดคือครีมเหล่านี้ อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้

ลิปสติก – Tint

ภญ.พรพรรณให้ ภาพเครื่องสำอาง ยอด ฮิตอย่าง “ลิปสติก” ว่าหน้าที่หลักของลิปสติกคือทาปากให้เป็นสีต่างๆ ส่วนประกอบสำคัญของลิปสติกก็คือสี ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานและมีการรับรอง ก็ยังพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยแพ้สีรวมไปถึงสารประกอบในลิปสติก ทำให้ไม่สามารถจะทาลิปสติกได้ “ลิปสติก เป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับริมฝีปาก มีโอกาสเข้าปากหรือกลืนกินเข้าไปได้ง่าย ดังนั้น การเลือกซื้อต้องระมัดระวัง และในส่วนของลิปสติกเถื่อนนั้น ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ลิปสติกที่ไม่มีฉลากภาษาไทยของ อย. พบสีหลายชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง” เภสัชกรหญิงแห่ง อย. รายนี้บอกเล่าถึงเครื่องสำอางที่ใช้กับปากอีกตัวอย่าง “เจลทาปาก” หรือ Tint ที่ เคยเป็นข่าวว่าวัยรุ่นนิยมใช้ทาริมฝีปากด้านในว่าใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าดูแล้วว่าผิดกฎหมายในเบื้องต้นเรื่องฉลาก เมื่อพบแล้วห้ามซื้อมาใช้ เพราะการทาริมฝีปากด้านใน มีโอกาสกลืนกินมาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย นอกจากเรื่องสีที่ไม่อนุญาต อาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่วจะยิ่งอันตรายมากขึ้น

ครีม – โลชั่นทาผิว – บำรุงผิว


เป็น อีกกลุ่มหนึ่งที่มีรายงานการแพ้ค่อนข้างสูง ภญ.พรพรรณอธิบายถึงสาเหตุที่กลุ่มนี้ได้รับรายงานมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มเครื่องสำอางกลุ่มใหญ่ หลากหลายประเภท ทั้งใช้กับผิว ใบหน้า บอดี้หรือใช้เฉพาะที่อย่างตา ฝ่ามือฝ่าเท้า, ชนิด ที่มีทั้งแบบกลางวันกลางคืน มีแดด ไม่มีแดด และยี่ห้อที่มีสารพัดซึ่งจากรายงานที่ทาง อย. ได้รับ พบว่าอาการแพ้ที่พบมีหลากหลาย ตั้งแต่มีผื่นคันเล็กน้อย จนถึงขั้นผิวอักเสบ สาเหตุการแพ้มีหลากหลาย ทั้งเป็นการแพ้เฉพาะบุคคล เช่น แพ้น้ำหอม หรือสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบ

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

10 สิ่งควรเลี่ยงในการแต่งหน้า

10 สิ่งควรเลี่ยงในการแต่งหน้า

แต่งหน้า





เรียบ
เรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอท

ถึงแม้จะมีเคล็ดลับการแต่งหน้าหลาย ๆ อย่างที่ทำให้สาว ๆ
ดูโดดเด่นและสวยขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่คุณ ๆ
คงเคยรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะว่า
บางครั้งยิ่งแต่งหน้าก็ยิ่งทำให้คุณดูไม่สวยได้ไม่แพ้กัน วันนี้กระ
ปุกดอทคอมเลยขอรวบรวม 10 ข้อผิดพลาดในการแต่งหน้าที่คุณควรหลีกเลี่ยง
มาฝากสาว ๆ ให้ได้เอากลับไปพิจารณากัน มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

1. ทาแป้งฝุ่นหลังแต่งหน้าเสร็จ ฮั่นแน่
ข้อแรกก็โดนไปซะแล้วล่ะสิ สาว ๆ หลายคนมักจะลงแป้งฝุ่นหลังจากแต่งหน้าเสร็จ
แต่รู้ไหมคะว่า
แค่เจ้าแป้งพัฟที่ลงไปก่อนหน้านี้ก็แทบจะทำให้ผิวหน้าหายใจไม่ออกแล้ว
หากคุณทาแป้งฝุ่นลงไปอีก ก็ยิ่งทำให้มันไปอุดตันรูขุมขน
เพิ่มโอกาสารเกิดสิวได้ง่ายขึ้น แถมแป้งฝุ่นยังทำให้หน้าดูหนาขึ้้นด้วยค่

2. ใช้รองพื้นขาวมาก ๆ สาว ๆ หลายคนเชื่อว่า
การใช้รองพื้นสีสว่างจะทำให้หน้าดูสว่างไปด้วย อ๊ะ ๆ คุณคิดผิดแล้วนะคะ
รองพื้นสีสว่าง ๆ นั้นเหมาะกับสาวที่เค้ามีผิวขาว ๆ เท่านั้นแหละค่ะ
แต่สำหรับผิวคนไทยปกติแล้ว คือไม่ดำไม่ขาวเกินไป
ดังนั้นควรเลือกรองพื้นให้สว่างกว่าผิวคุณนิดหน่อย
เน้นความเนียนและเป็นธรรมชาติก็พอ หลีกเลี่ยงสีสว่างที่ต่างจากสีผิวคุณมาก
เพราะแม้ว่าคุณลงรองพื้นแค่บาง ๆ ก็ตาม
แต่มันทำให้มองดูเหมือนว่าคุณโบ๊ะมาซะหนาเลยทีเดียว อ้อ ขอแนะนำอีกนิด
การทารองพื้นควรใช้พู่กันแต้มและค่อย ๆ เกลี่ยบนใบหน้า
จะทำให้รองพื้นอุดตันรูขุมขนได้น้อยกว่าใช้ฟองน้ำค่ะ

3.ลงรองพื้นแค่ใบหน้า การลงรองพื้นแค่บริเวณใบหน้า
โดยละเลยที่จะลงที่คอด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเอาซะเลย
เพราะมันจะทำให้มองดูเหมือนคุณกำลังสวมหน้ากากอยู่ และแน่นอน
มันเห็นได้ชัดว่าผิวของคุณที่แท้จริงต่างกับสีผิวบนใบหน้าที่แต่งมาแล้วยัง
ไง ดังนั้น อย่าละเลยรองพื้นบริเวณคอเลยนะคะสาว ๆ

4.กรีดอายไลเนอร์ซะชิดหัวตา สาว ๆ
หลายคนเชื่อว่าการกรีดอายไลเนอร์บริเวณหัวตาให้หนา ๆ
จะทำให้ดวงตาของคุณดูกลมโต โดดเด่นขึ้นมาได้ แต่เคยลองกรีดมันลงบาง ๆ
บริเวณหัวตาไหมคะ ถ้ายังไม่เคย ลองดูค่ะสาว ๆ
แล้วคุณจะพบว่ามันจะทำให้ดวงตาคุณดูกลมโตมากกว่าอีกแน่ะ

5.ทาบลัชออนชนิดครีมหลังจากลงแป้งแล้ว
มันไม่แปลกเลยค่ะถ้าคุณจะลงบลัชออนหลังจากลงแป้งบนใบหน้า
แต่คงใช้ไม่ได้กับบลัชออนชนิดครีมแน่นอนค่ะสาว ๆ
เพราะแป้งจะทำให้หน้าคุณแห้ง แล้วเวลาที่คุณลงบลัชออนชนิดครีมไป
มันจะแดงมากจนและที่สำคัญไม่กลมกลืนกับผิวเลยค่ะ ดังนั้น
วิธีที่ถูกต้องก็คือ หลังจากคุณลงรองพื้นเสร็จแล้ว
ให้ลงบลัชออนชนิดครีมก่อนลงแป้งได้เลย ซึ่งอาจจะลงสีเข้ม ๆ หน่อย
เวลาลงแป้งไปมันจะไปทำให้สีอ่อนลงเองค่ะ

6.ใช้อายแชโดว์สีเข้มบนเปลือกตา
เพราะมักจะกดให้ดวงตาจมลึกลงไป ดูไม่เด่นเอาซะเล่น
แต่อันนี้คงยกเว้นให้สำหรับคนที่ตานูนออกมา
หรือมีระดับดวงตาเสมอกับหน้าผากเท่านั้นนะคะ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะก็
อย่าใช้อายแชโดว์สีเข้มเลยค่ะ เพราะมันจะทำให้ดวงตาของคุณดูลึก
ควรใช้เป็นสีอ่อนมากกว่า
ซึ่งยิ่งออนเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ตาดูตื้นขึ้นเท่านั้นค่ะ

7.ใช้อายแชโดว์เฉดสีเดียวกับสีผิว สาว ๆ
หลายคนอยากจะแต่งหน้าแบบนู้ด ๆ ก็เลยมักจะเลือกใช้อายแชโดว์สีคล้ายกับผิว
แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรอย่างยิ่งค่ะสาว ๆ
เพราะมันจะทำให้มองเห็นผิวรอบดวงตาของคุณได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะวันไหนที่ตาเป็นแพนด้าแล้วเนี่ย
ควรเลือกใช้สีที่กลบเกลื่อนรอยคล้ำได้ชัดดีกว่าค่ะ

8.ทาลิปสติกตอนปากแตก
หลายคนชอบใช้ลิปสติกปกปิดปัญหาบนริมฝีปาก แต่ลองมองดูสิเออ
เวลาที่คุณปากแตกแล้วไปทาลิปสติกเนี่ย จะทำให้สีลิปสติกอ่อนเข้มไม่เสมอกัน
นั่นเพราะเนื้อลิปสติกไปติดอยู่เยอะบริเวณที่แตกนั่นเอง ดังนั้น
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ลิปกลอสสีอ่อน ๆ หรือวาสลินช่วยคุณได้
เพราะมีเนื้อเหลว และปกปิดรอยแตกได้มากกว่า และที่สำคัญ
ยังทำให้ริมฝีปากคุณชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ลดปัญหาปากแตกได้ด้วยนะ

9. ใช้ดินสอเขียนขอบปากสีเข้มกว่าลิปสติก
ซึ่งแน่นอนมันทำให้เรียวปากของคุณไม่เป็นธรรมชาติ แล้วยังดูตลกมากอีกด้วย
คุณจึงควรเลือกใช้ดินสอเขียนขอบปากที่มีสีอ่อนกว่าสีลิปสติกนิดหน่อย
เพื่อให้กลมกลืนกับปาก แล้วยังทำให้ริมฝีปากของคุณมีมิติขึ้นอีกด้วย

10.แต่งตาโทนสีเขียว มันเป็นสิ่งที่ดูสวยหากคุณแต่งดวงตาด้วย
สีเขียวสะท้อนแสงเฉียดไปทางสีเหลือง แต่ไม่ดีแน่ ๆ ค่ะ
หากคุณแต่งดวงตาด้วยโทนสีเขียวธรรมชาติไปถึงเขียวแก่
เพราะมันจะทำให้คุณมีดวงตาเหมือนคนที่เพิ่งโดนต่อยมายังไงอย่างงั้น
แถมยังแสดงให้เห็นว่าคุณอิดโรยซะเหลือเกิน
ไม่ว่าคุณจะกระชากความสดใสด้วยปากแดงแจ๋ก็เถอะ
มันดูเหมือนจะไม่เข้ากันเอาซะเลย ดังนั้นสาว ๆ
หลีกเลี่ยงอายแชโดว์สีเขียวดีที่สุดค่ะ


วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สูตรสครับ ขัดผิว ทำเอง...การันตีคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ


คำแนะนำ จาก นายแพทย์ มาศ ไม้ประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ชื่อดัง จาก S Spa Medical มาฝากสาวๆ เป็นพิเศษกันไปเลย

สงสัยกันไหม ว่าทำไมเราต้องขัดผิว คุณหมดให้คำแนะนำกับเราว่า ถ้าหากเรา ทาลองพื้นแล้วรู้สึกว่าหน้าลอย หรือเวลาทาครีมแล้วรู้สึกว่าทำไมมันไม่ซึมลงไป หรือหน้ามันผิดปกติ นั่นล่ะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้เรารู้ว่า ถึงเวลาต้องสคลับผิวได้แล้ว


สำหรับสาวๆ ที่อยากมีผิวสวยสุขภาพดี กับ สูตรการทำสคลับขัดผิวหน้าและผิวกาย ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เอาไว้ให้สาวๆ ทำเองที่บ้าน นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังทำให้ผิวหน้าสาวๆ ดูสดใสได้อีกด้วยนะจ๊ะ มาดูส่วนผสมกันเลย


- แตงกวาสด 1 ผล นำมาบดให้ละเอียด (มีส่วนในการช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ทดแทนน้ำที่สูญเสียไปบนผิวหน้า )



- โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย ( ที่คุณหมอแนะนำให้ใช้โยเกิร์ต เนื่องจาก โยเกิร์ตนั้นมีกรด AHA ของผลไม้อยู่ จึงช่วยในการย่อนสลาย เซลล์ที่ตายแล้วบนผิวหน้าเรา ให้หลุดออกง่ายขึ้น และที่สำคัญยังไม่มีสารเคมีตกค้างด้วย)



- เกลือละเอียด 1 ช้อนชา ( ไว้เป็นตัวสคลับผิว)



- น้ำมันหอมละเหย อโรมา ( เพิ่มกลิ่นในการบำบัดผิว ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากขึ้น)


เมื่อได้ส่วนผสมครบแล้ว เราก็นำทั้งหมดมารวมกัน คนให้เข้ากัน จากนั้น ก็พอกที่ผิวหน้า หรือบริเวณที่เราต้องการ ทิ้งไว้ ประมาณ 5 - 15 นาที แล้วก็ล้างออก ทำแบบนี้ประมาณ เดือนละ 2 ครั้ง แค่นี้ก็ช่วยให้ผิวของสาวๆ นุ่มชุ่มชื่น ไม่ต้องเสียเงินไปทำสปานอกบ้านได้ด้วยนะจ๊ะ






เรื่องดี ๆ จาก Women Mthai Team


ให้ข้อมูลโดย นายแพทย์ มาศ ไม้ประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ชื่อดัง จาก S Spa Medical

จาก

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

5 Face Savers เคล็ดลับในการทำผิวหน้านวลใส !


เคล็ดลับในการทำผิวหน้านวลใส นอกจากจะต้องพึ่งพาเครื่องสำอางแล้ว วิธีการใช้เพื่อให้สีสันกลมกลืนไปกับผิวหน้าก็จำเป็น ไม่ใช่ว่ามีเครื่องสำอางดี แต่ไม่ใช่วิธีใช้ที่ถูกต้อง อาจจะทำให้ของดีที่มีอยู่กลายเป็นสิ่งไร้ค่าก็ได้

1. Neutralize discoloration ถ้ามีปัญหาสีผิวไม่เรียบเสมอกัน กระ ฝ้า จุดด่างดำ รองพื้นจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างดี แต้มรองพื้นที่ผิวหน้าและเกลี่ยให้กลมกลืนไปกับสีผิว รองพื้นเนื้อครีมสำหรับผิวแห้งจะเกลี่ยได้ง่ายกว่า แต่หากใช้รองพื้นเนื้อแมทท์สำหรับคนผิวมันควรรีบเกลี่ยอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นจะแห้งและเกลี่ยยาก ทำให้สีไม่เสมอกัน

2. Even out skin tone ถ้าคุณเป็นคนผิวไม่สมดุล เช่น ผิวมันเฉพาะบริเวณทีโซน หรือมีรูขุมขนใหญ่บริเวณผิวแก้ม อาจเลือกรองพื้นเฉพาะจุด ไม่จำเป็นต้องใช้ทั่วทั้งใบหน้า จะช่วยให้ลักษณะของผิวมีความสมดุลยิ่งขึ้น

3. Conceal imperfections ถ้าผิวรอบดวงตาของคุณแห้งและเซ้นสิทีฟ ควรใช้คอนซีลเลอร์ชนิดน้ำที่มีแปรงอยู่ในด้ามเดียวกัน ซึ่งอ่อนโยนต่อผิวรอบดวงตา ส่วนคอนซีลเลอร์แบบแท่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการความแห้งเป็นธรรมชาติที่กลมกลืนไปกับผิวเพียงใช้แต้มเป็นจุดบนผิวใต้ตา แล้วใช้แปรงหรือนิ้วมือค่อย ๆ เกลี่ย แค่นี้ก็ช่วยกลบรอยคล้ำได้

4. Illuminate and glow ถ้าต้องการให้ผิวหน้าสว่างไสวควรใช้แป้งฝุ่นที่มีประกายชิมเมอร์ปัดเบา ๆ ทั่วผิวหน้า ที่ใต้คิ้ว หรือโหนกแก้ม จะช่วยให้สีผิวดูมีมิติ สะท้อนแสงขึ้นมาเหมือนคนมีสุขภาพดี

5. Set your face ถ้าต้องการให้ผิวหน้าดูสดใส ไม่หม่นหมอง อย่าลืมปัดแป้งฝุ่นเป็นประจำทั้งในเวลาหลังจากที่ลงรองพื้นและในระหว่างวัน เพราะแป้งฝุ่นจะช่วยดูดซับความมันทำให้ผิวดูนวลเนียน ตลอดวัน แถมทำให้รองพื้นติดทนนานอีกด้วย



ที่มา : นิตยสารแพรว


เอามาจาก สยามดารา http://www.siamdara.com/ColumnGirl.asp?cid=2986

วิธีเลือกใช้โฟมล้างหน้า อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีเลือกใช้โฟมล้างหน้า อย่างมีประสิทธิภาพ

เรามีวิธีเลือกใช้โฟมล้างหน้ามาบอก 6 วิธี ดังนี้

1. เลือกดูเอาโฟมล้างหน้า ที่บอกวัน เดือน ปี ที่ผลิต วันหมดอายุ ส่วนผสม

2. แล้วควรเลือกดูทุก ยี่ห้อ หละ ไม่ใช่อันนี้สวยดี กลิ่นหอมก็เอาเลย

3. เลือกดู ว่าโฟมนี้เหมาะกับหน้าเราหรือเปล่า เช่น คนผิวหน้าแห้งควรใช้อันไหน

4. แล้วอ่านวิธีใช้ให้ละเอียดด้วยหละ ไม่ใช่ที่ฉลากเขาเชียนว่าควรใช้คู่กับอะไรไม่ได้อ่าน ก็ไม่ได้ผลนะสิ แล้วไปโทษเขาอีก

5. ถ้ายิ่งเป็น โฟมล้างหน้าพวกสมุนไพร พวกว่านอะไรก็หน้าใช้นะต้องนิยมของไทย ๆ สมุนไพรไทย ๆไว้ก่อน

6. ดูส่วนผสมที่มี วิตามิน E ยิ่งดีเพราะวิตามินอี มีส่วนเรื่อง ผิวช่วยให้ผิวสดใสมีชีวิตชีวา เราจึงควรใช้ โฟมล้างหน้าที่ผสมวิตามินอี

7. แล้วกินอาหารที่มี วิตามินอีเยอะ ๆ แล้วมันจะได้สมทบทำให้ผิวหน้าสดใสยิ่งขึ้นใช่ว่า เรา พึ่งแต่โฟมล้างหน้าอย่างเดียวไม่พอหรอก แล้วเวลาใช้พวกครีมอะไรใจเย็นหละใช่ว่าวันสองวันจะเห็นผลนะจะบอกให้

ที่มา : นิตยสารสุดสัปดาห์

ออกซิเจน เทอราปี เสริมสวยด้วยลมหายใจ

เทคนิคเสริมสวยด้วยลมหายใจ อัดออกซิเจนให้อยู่ในตัวนานๆ


พ.ญ.วิไล ธนสารอักษร ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า
จากการที่คนเราทุกวันนี้ หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปในร่างกายเพียงชั่วครู่แล้วเอาออก
ยังไม่ทันนำออกซิเจนไปใช้ในส่วนอื่นของร่างกาย ทำให้มีแก๊สเสียในร่างกายมาก
จึงมีแพทย์กลุ่มหนึ่งคิดค้นวิธีการรักษาคนไข้แบบที่เรียกว่า “ออกซิเจน เทอราปี
หรือการใช้ออกซิเจนธรรมชาติในการบำบัดตนเอง เริ่มต้นด้วยการหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม
เมื่อสุดลมหายใจแล้วให้หายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ หายใจเข้าให้เต็มปอด เมื่อเต็มปอดแล้ว
กลั้นหายใจไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้ออกซิเจนอากาศดีที่เข้าไปในร่างกายไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เต็มที่
แล้วจึงเอาอากาศเสียออกทางปากตัวเองอย่างช้าๆ อีก 1 ครั้ง ทำแบบนี้ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที
จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัย รอยคล้ำ จุดด่างดำ โรคมะเร็ง และโรคต่างๆ
“การทำแบบนี้ทำให้ร่างกายได้อากาศดีๆ ไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเรา
และยังช่วยให้สภาวะจิตใจนิ่งลง เบาสบายลง ในสภาวะจิตที่นิ่งลงเบาสบายนี้เอง
จะทำให้การเผาผลาญพลังงานลดน้อยลง สารอนุมูลอิสระทั้งหลายเกิดขึ้นน้อยลง
ทั้งผิวแก่ก่อนวัย รอยคล้ำ จุดด่างดำ มะเร็งถามหา นอกจากนี้ สภาวะที่หายใจเช่นนี้ก็มีความสุข
ความเครียดทั้งหลายก็ไม่เกิดขึ้น ฮอร์โมนความเครียดก็จะไม่หลั่งออกมา
ซึ่งฮอร์โมนความเครียดนี้มีทั้งทำให้ภูมิคุ้มกันตกลงทันที เกิดการติดเชื้อง่าย
ร่างกายทั้งร่างกายไม่เฉพาะผิวพรรณ ทั้งหมดของร่างกายชราภาพก่อนวัยได้หมด”
พ.ญ.วิไลกล่าวและว่า วิธีการดังกล่าวนำมาจากศรีลังกา
ไทยนำมาใช้รักษาคนไข้เป็นสิว ซึ่งเครียดมาก ร่วมกับรับประทานยา ทำให้คนไข้หายเร็วขึ้น.


ข้อมูลโดย : http://www.thairath.co.th
ที่มา : http://www.dmh.go.th